สหรัฐฯ สั่งแบนหุ่นยนต์ต่างชาติ! ห่วงเรื่องความปลอดภัย หุ่นยนต์ดูดฝุ่นและแขนกลอาจได้รับผลกระทบ
กฎใหม่จากสหรัฐฯ แบนหุ่นยนต์ต่างชาติ
FCC หรือหน่วยงานที่ดูแลเรื่องการสื่อสารของสหรัฐฯ เพิ่งประกาศกฎใหม่ที่น่าจับตามองมากครับ เขาตัดสินใจแบนหุ่นยนต์รุ่นใหม่ๆ ที่ผลิตจากต่างประเทศ เพราะกังวลว่าหุ่นยนต์พวกนี้อาจจะเป็นช่องโหว่ให้เกิดการโจมตีทางไซเบอร์ได้ กฎนี้ออกมาเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลสำคัญรั่วไหลผ่านหุ่นยนต์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ตลอดเวลาครับ
หุ่นยนต์ที่เข้าข่ายโดนแบนคือกลุ่มที่เรียกว่า หุ่นยนต์อัจฉริยะขั้นสูง (Advanced Robotic Devices) ซึ่งรวมถึงหุ่นยนต์ที่เดินไปมาได้เองและหุ่นยนต์ที่หน้าตาเหมือนมนุษย์ (Humanoids) ด้วยครับ ทางสหรัฐฯ มองว่าหุ่นยนต์พวกนี้มีเซนเซอร์เยอะเกินไปจนอาจจะแอบเก็บข้อมูลในอาคารหรือสถานที่สำคัญแล้วส่งกลับไปยังประเทศต้นทางได้โดยที่เราไม่รู้ตัว
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือหุ่นยนต์ที่ใช้ในคลังสินค้าหรือหุ่นยนต์ส่งของตามทางเท้าครับ ถ้าหุ่นยนต์เหล่านี้ผลิตในประเทศที่สหรัฐฯ มองว่ามีความเสี่ยง พวกเขาจะไม่อนุญาตให้เอาเครื่องรุ่นใหม่เข้ามาขายเพิ่ม ยกเว้นแต่ว่าจะเป็นการซื้อโดยรัฐบาลกลาง หรือบริษัทนั้นจะไปขอใบอนุญาตพิเศษจากกระทรวงสงคราม (Department of War) มายืนยันว่าปลอดภัยจริงๆ เท่านั้นครับ
หุ่นยนต์แบบไหนที่โดนเพ่งเล็งเป็นพิเศษ
กฎของ FCC ครั้งนี้ระบุสเปกไว้ชัดเจนมากครับ หุ่นยนต์ที่จะโดนตรวจสอบต้องมีน้ำหนักมากกว่า 1.9 กิโลกรัมขึ้นไป ซึ่งครอบคลุมหุ่นยนต์เกือบทุกประเภทที่ใช้งานจริงจัง ไม่ใช่แค่ของเล่นชิ้นเล็กๆ ครับ นอกจากเรื่องน้ำหนักแล้ว หุ่นยนต์ตัวนั้นต้องมีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่ความเร็วอย่างน้อย 200 kbps ซึ่งถือว่าเร็วพอที่จะส่งภาพหรือวิดีโอความละเอียดต่ำๆ ได้แบบต่อเนื่องครับ
อีกจุดที่สำคัญคือเรื่องของเซนเซอร์ครับ ถ้าหุ่นยนต์มีระบบ Lidar (อุปกรณ์ที่ใช้แสงเลเซอร์ยิงออกไปเพื่อวัดระยะทางและสร้างแผนที่ 3 มิติ) หรือมีกล้องถ่ายภาพติดตั้งอยู่ จะโดนเพ่งเล็งทันทีครับ เพราะอุปกรณ์เหล่านี้สามารถสร้างแผนที่จำลองของตึกหรือบ้านเรือนได้อย่างละเอียดมาก ซึ่ง FCC มองว่าเป็นเรื่องที่อันตรายต่อความมั่นคงครับ
นอกจากนี้หุ่นยนต์ต้องมีซอฟต์แวร์ที่ช่วยในการนำทาง (Navigation) หรือระบบการรับรู้สภาพแวดล้อม (Perception) ด้วยครับ กฎนี้ไม่ได้ออกมาเล่นๆ เพราะเขากำหนดด้วยว่าหุ่นยนต์ตัวหนึ่งต้องมีชิ้นส่วนที่ผลิตในสหรัฐฯ อย่างน้อย 65% ถึงจะถือว่าเป็นสินค้าของอเมริกา และในปี 2029 เขาจะเพิ่มเกณฑ์นี้ขึ้นไปสูงถึง 75% เลยทีเดียวครับ
เสียงแตกเป็นสองฝ่าย: ใครได้ใครเสีย
MassRobotics ซึ่งเป็นกลุ่มรวมตัวของคนทำหุ่นยนต์ในบอสตัน ได้ไปสอบถามความเห็นจากบริษัทหุ่นยนต์ 14 แห่งครับ มีตั้งแต่บริษัทที่มีพนักงานคนเดียวไปจนถึงบริษัทใหญ่ที่มีคนมากกว่า 200 คน ผลออกมาน่าสนใจมากเพราะคะแนนแบ่งออกเป็นสองฝั่งเท่ากันเป๊ะเลยครับ คือ 43% บอกว่ากฎนี้ดีมาก แต่อีก 43% กลับบอกว่ามันแย่สุดๆ ครับ
ฝั่งที่บอกว่าดีส่วนใหญ่จะเป็นบริษัทที่ตั้งโรงงานผลิตในสหรัฐฯ อยู่แล้วครับ พวกเขามองว่ากฎนี้ช่วยให้เขาได้เปรียบในการแข่งขัน เพราะคู่แข่งจากต่างประเทศจะเอาของเข้ามาขายยากขึ้น ตัวอย่างเช่นบริษัทที่ทำแขนกลในอเมริกาจะรู้สึกว่านี่คือโอกาสทองที่จะขายของได้มากขึ้น เพราะลูกค้าไม่ต้องไปเสี่ยงซื้อของจากต่างประเทศที่อาจจะโดนแบนในอนาคตครับ
ส่วนฝั่งที่บอกว่าแย่คือบริษัทที่ยังต้องพึ่งพาอะไหล่จากต่างประเทศครับ แม้จะแค่ชิ้นส่วนเดียวก็ทำให้เขาเดือดร้อนได้ เพราะการจะเปลี่ยนไปใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในอเมริกาทั้งหมดนั้นมีต้นทุนที่สูงมาก บางบริษัทถึงกับบอกว่าอาจจะต้องย้ายสำนักงานใหญ่ไปอยู่ในสหรัฐฯ แบบเต็มตัวเพื่อที่จะทำธุรกิจต่อไปได้ หรือบางรายก็กังวลว่าแผนการหาเงินลงทุนจะพังเพราะนักลงทุนกลัวความเสี่ยงเรื่องกฎหมายครับ
ปัญหาเรื่องอะไหล่ที่หาในอเมริกาไม่ได้
ในผลสำรวจของ MassRobotics มีหลายบริษัทบ่นเป็นเสียงเดียวกันครับว่า อะไหล่สำคัญๆ หลายอย่างมันหาซื้อในอเมริกาไม่ได้จริงๆ เช่น มอเตอร์ (Motors) ที่ใช้ขับเคลื่อนหุ่นยนต์ หรือตัวแปลงไฟ (DC/DC Converters) ส่วนใหญ่โรงงานผลิตจะอยู่ที่เอเชียตะวันออกเป็นหลักครับ การจะบังคับให้ใช้ของในอเมริกา 65% จึงเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในทางปฏิบัติครับ
นอกจากมอเตอร์แล้ว พวกเซนเซอร์ราคาประหยัดและแขนหุ่นยนต์ (Robot Arms) ที่มีคุณภาพดีๆ ก็มักจะมาจากบริษัทในเอเชียครับ บริษัทหุ่นยนต์หลายแห่งกังวลว่าถ้าต้องเลิกใช้ของพวกนี้ ราคาหุ่นยนต์จะพุ่งสูงขึ้นจนลูกค้าสู้ราคาไม่ไหว และอาจจะทำให้หุ่นยนต์จากประเทศอื่นที่ไม่ได้โดนแบน (แต่มีฐานการผลิตในอเมริกาอยู่บ้างแล้ว) เข้ามาเสียบแทนที่ได้ง่ายๆ ครับ
สิ่งที่บริษัทเหล่านี้ต้องการมากที่สุดคือ รายชื่อคู่ค้าในสหรัฐฯ ที่เชื่อถือได้ (Vetted onshoring supply networks) ครับ พวกเขาอยากให้รัฐบาลช่วยชี้เป้าว่ามีโรงงานไหนในอเมริกาที่ผลิตชิ้นส่วนเหล่านี้ได้บ้าง ไม่ใช่แค่สั่งแบนอย่างเดียวแต่ไม่มีทางออกให้ เพราะตอนนี้หลายบริษัทต้องรอผลอนุมัติจากรัฐบาลนานถึง 4-8 สัปดาห์ ซึ่งถือว่านานมากสำหรับการทำธุรกิจยุคใหม่ครับ
ลามมาถึงหุ่นยนต์ดูดฝุ่นในบ้าน
เรื่องนี้ไม่ได้ไกลตัวเราเลยครับ เพราะล่าสุด FCC เริ่มขยายกฎการแบนนี้มาถึง หุ่นยนต์ดูดฝุ่น (Robot Vacuum Cleaners) ที่เราใช้กันในบ้านแล้วครับ เหตุผลก็คล้ายกันคือหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรุ่นใหม่ๆ มักจะมีกล้องและระบบแผนที่เพื่อไม่ให้มันเดินชนของในบ้าน แต่ข้อมูลแผนที่บ้านเรานี่แหละครับที่สหรัฐฯ กังวลว่ามันจะถูกส่งไปเก็บไว้ในเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศ
ฝ่ายที่สนับสนุนกฎนี้ยกตัวอย่างเรื่อง โดรน (Drones) ครับ เขาบอกว่าในอดีตอเมริกาเคยปล่อยให้โดรนจากต่างประเทศเข้ามาครองตลาดจนทำให้ผู้ผลิตในประเทศตายหมด ผลที่ตามมาคือเรื่องความมั่นคงของชาติที่อ่อนแอลง เขาเลยไม่อยากให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกับอุตสาหกรรมหุ่นยนต์ครับ
สำหรับคนไทยที่ใช้หุ่นยนต์ดูดฝุ่นแบรนด์ดังๆ จากจีนอยู่ อาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงในตอนนี้ครับ แต่ในอนาคตถ้ากฎนี้เข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ อาจจะทำให้การพัฒนาฟีเจอร์ใหม่ๆ หรือการอัปเดตแอปพลิเคชันทำได้ยากขึ้น หากแบรนด์นั้นๆ ถูกจำกัดการเข้าถึงเทคโนโลยีบางอย่างจากสหรัฐฯ หรือถูกมองว่าเป็นภัยความมั่นคงครับ
การฟ้องร้องเรื่องลิขสิทธิ์ที่เริ่มดุเดือด
นอกจากการแบนด้วยกฎหมายแล้ว ตอนนี้ยังมีการสกัดกั้นกันด้วยเรื่องสิทธิบัตรหรือลิขสิทธิ์ด้วยครับ ล่าสุดบริษัท Teradyne Robotics ซึ่งเป็นเจ้าของ Universal Robots ยักษ์ใหญ่ด้านหุ่นยนต์จากอเมริกา ได้ยื่นฟ้องบริษัท JAKA ซึ่งเป็นผู้ผลิตหุ่นยนต์จากจีนครับ
การฟ้องร้องครั้งนี้เกิดขึ้นที่เยอรมนี โดย Teradyne อ้างว่า JAKA ละเมิดสิทธิบัตรเกี่ยวกับเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่จำกัดแรงกระแทกเพื่อความปลอดภัย (Force- and power-limited robot) ซึ่งเป็นจุดเด่นที่ทำให้หุ่นยนต์ทำงานร่วมกับคนได้โดยไม่เป็นอันตรายครับ เรื่องนี้แสดงให้เห็นว่าบริษัทในสหรัฐฯ เริ่มใช้ทุกวิถีทางเพื่อปกป้องส่วนแบ่งการตลาดของตัวเองครับ
สถานการณ์นี้ทำให้บริษัทหุ่นยนต์ทั่วโลกต้องระวังตัวมากขึ้นครับ ไม่ใช่แค่เรื่องว่าผลิตที่ไหน แต่ต้องระวังด้วยว่าเทคโนโลยีที่ใช้ไปทับซ้อนกับของใครหรือเปล่า โดยเฉพาะในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังเข้มงวดเรื่องการแข่งขันกับจีนแบบนี้ ใครที่กำลังจะลงทุนหรือซื้อหุ่นยนต์มาใช้ในโรงงานต้องตรวจสอบที่มาที่ไปของเทคโนโลยีให้ดีครับ
สรุปสั้น ๆ
ข่าวนี้บอกเราว่าหุ่นยนต์ไม่ใช่แค่เครื่องจักรอีกต่อไป แต่มันคืออุปกรณ์เก็บข้อมูลเคลื่อนที่ครับ การที่สหรัฐฯ สั่งแบนหุ่นยนต์ต่างชาติรุ่นใหม่ๆ จะทำให้ราคาหุ่นยนต์ในอนาคตอาจแพงขึ้นเพราะต้องเปลี่ยนไปใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตในอเมริกาแทน และหุ่นยนต์ดูดฝุ่นแบรนด์จีนอาจจะเจอกับความลำบากในการทำตลาดโลกมากขึ้นครับ
ถ้าคุณเป็นผู้ใช้งานทั่วไป สิ่งที่ต้องทำคือไม่ต้องตกใจครับ หุ่นยนต์ตัวเดิมที่บ้านยังทำงานได้ปกติ แต่ถ้าจะซื้อเครื่องใหม่ในอนาคต ให้ลองสังเกตว่าแบรนด์นั้นๆ มีปัญหาเรื่องการส่งข้อมูลกลับประเทศต้นทางหรือไม่ และถ้าเป็นไปได้ให้เลือกแบรนด์ที่มีศูนย์บริการและนโยบายความเป็นส่วนตัวที่ชัดเจนในประเทศไทยครับ
หากคุณใช้แอปพลิเคชันควบคุมหุ่นยนต์แล้วรู้สึกว่ามันทำงานช้าลง หรือเชื่อมต่อไม่ได้ ให้ลองเช็กการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวในแอปดูครับ บางครั้งการปิดการแชร์แผนที่บ้านอาจจะช่วยให้สบายใจขึ้นได้ แต่ถ้าเครื่องมีปัญหาจากการโดนแบนจริงๆ มักจะเกิดกับรุ่นที่เพิ่งเปิดตัวใหม่ๆ ในฝั่งอเมริกาเป็นหลัก ส่วนรุ่นเก่าๆ ที่เราใช้กันอยู่มักจะไม่ได้รับผลกระทบย้อนหลังครับ
ที่มา: MassRobotics shares member survey results around FCC restrictions — The Robot Report
เรียบเรียงจากข่าวของ The Robot Report อ่านข่าวต้นฉบับ ↗