เมื่อ AI อาจทำให้รัฐบาลแฮกมือถือเราไม่ได้อีกต่อไป

อ่าน 3 นาที 1 ผู้อ่าน

เมื่อ AI อาจทำให้รัฐบาลแฮกมือถือเราไม่ได้อีกต่อไป

AI จะมาเปลี่ยนโฉมหน้าการจารกรรมข้อมูล

Matthew Green ศาสตราจารย์ด้านรหัสลับ (การเข้ารหัสข้อมูลเพื่อความปลอดภัย) ได้ออกมาตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า AI อาจทำให้ซอฟต์แวร์ปลอดภัยจนเกินไป จนหน่วยงานรัฐบาลไม่สามารถเจาะระบบเพื่อจับกุมอาชญากรได้อีกต่อไป หาก AI ช่วยหาและปิดช่องโหว่ (จุดอ่อนของโปรแกรมที่เปิดโอกาสให้ถูกแฮก) ได้รวดเร็วและแม่นยำ รัฐบาลอาจเสียเครื่องมือสำคัญในการสอดแนมไป

จากยุคที่รัฐบาลแฮกได้ สู่ยุคที่ความปลอดภัยไร้ช่องโหว่

ในอดีต รัฐบาลมักบ่นว่าการเข้ารหัส (การล็อกข้อมูลที่ทำให้คนอื่นอ่านไม่ออก) ทำให้พวกเขาทำงานยากขึ้น แต่ความจริงแล้วรัฐบาลยังคงแฮกอุปกรณ์ได้ผ่านการซื้อเครื่องมือเจาะระบบจากบริษัทเอกชนมาใช้ แต่ถ้า AI เข้ามาช่วยบริษัทผู้ผลิตซอฟต์แวร์ปิดช่องโหว่ได้หมดจดจริง ความสมดุลนี้จะพังทลายลง และรัฐบาลอาจต้องหันไปกดดันให้บริษัททำ Backdoor (ประตูหลังที่อนุญาตให้คนนอกแอบเข้ามาในระบบได้) แทน ซึ่งจะทำให้มือถือของทุกคนไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

ความเห็นที่แตกออกเป็นสองฝ่าย

ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยแบ่งออกเป็นสองฝั่ง ฝั่งหนึ่งเชื่อว่านี่คือจุดจบของช่องโหว่ เพราะ AI จะทำให้ช่องโหว่หายากขึ้นจนนักวิจัยมนุษย์สู้ไม่ได้ แต่อีกฝั่งมองว่า AI จะยิ่งสร้างช่องโหว่ใหม่ๆ ออกมามากกว่าเดิม เพราะการเขียนโค้ดด้วย AI ที่ไม่รัดกุมอาจทิ้งรูรั่วไว้ให้แฮกเกอร์ใช้ประโยชน์ได้มากกว่าที่คิด

รัฐบาลจะยอมถอยหรือจะบีบให้สร้างช่องโหว่

หลายฝ่ายเชื่อว่ารัฐบาลไม่มีทางยอมทิ้งการสอดแนม หากเจาะระบบเองไม่ได้แล้ว พวกเขาอาจจะกดดันบริษัทไอทีให้สร้างช่องโหว่ไว้ตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต เพื่อให้รัฐเข้าถึงข้อมูลได้ง่ายขึ้น นี่เป็นประเด็นที่น่ากังวล เพราะถ้ามีประตูหลังไว้ให้รัฐบาล ก็ย่อมมีโอกาสที่แฮกเกอร์คนอื่นจะพบและใช้ประตูนั้นเข้ามาขโมยข้อมูลเราได้เช่นกัน

สรุปสั้นๆ

ข่าวนี้บอกให้เรารู้ว่า AI ไม่ได้มีแค่ด้านมืด แต่ในมุมความปลอดภัย AI กำลังทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยปิดประตูหน้าต่างบ้านให้แน่นหนาขึ้น สำหรับคนใช้เทคโนโลยี นี่คือข่าวดีที่อุปกรณ์จะปลอดภัยขึ้น แต่สำหรับนักพัฒนา นี่คือสัญญาณว่าการเขียนโค้ดต้องระวังมากขึ้น เพราะ AI จะคอยสแกนหาจุดอ่อนของคุณตลอดเวลา ส่วนผลกระทบใหญ่คือการต่อสู้ระหว่าง 'ความเป็นส่วนตัว' กับ 'อำนาจรัฐ' กำลังจะดุเดือดขึ้นกว่าเดิมในอนาคต

แชร์ข่าวนี้

เรียบเรียงจากข่าวของ TechCrunch อ่านข่าวต้นฉบับ ↗

← กลับไปหน้าข่าวสาร